เมอร์คิวรี (II) ซัลเฟต

,

เมอร์คิวรี (II) ซัลเฟต

เมอร์คิวรี (II) ซัลเฟต หรือ เมอร์คิวริกซัลเฟต หรือ ปรอทซัลเฟต

ข้อมูลทั่วไปและคุณภาพ

  • ชื่อผลิตภัณฑ์: เมอร์คิวรี (II) ซัลเฟต (Mercury (II) sulfate) หรือ เมอร์คิวริกซัลเฟต (Mercuric sulfate) หรือ ปรอทซัลเฟต
  • แบรนด์/ยี่ห้อ: QReC (รหัสสินค้า: QR-M2038-1-0100)
  • เกรด: เกรดวิเคราะห์ (AR Grade / Analytical Reagent Grade) ความบริสุทธิ์ของเนื้อสารสูงไม่ต่ำกว่า 98 ถึง 99 เปอร์เซ็นต์ ผลิตและควบคุมมาตรฐานความบริสุทธิ์อย่างเข้มงวดภายใต้ข้อกำหนดสากลของ QReC มีการจำกัดปริมาณคลอไรด์ ไนเตรต เหล็ก เกลือปรอทชนิดอื่น และโลหะหนักให้อยู่ในระดับต่ำมากระดับส่วนในล้านส่วน (ppm) ผลึกมีความสม่ำเสมอ ละลายได้สมบูรณ์ในกรดซัลฟิวริกเจือจาง ให้สารละลายใสบริสุทธิ์โดยไม่มีตะกอนแขวนลอย เพื่อความแม่นยำสูงสุดในการวิเคราะห์ค่าซีโอดี บรรจุในขวดแก้วสีชาหนาพิเศษเพื่อป้องกันแสงและรักษาสภาพความเสถียรของสาร
  • คุณลักษณะทางกายภาพ: ผงผลึกสีขาวละเอียด หรือผลึกขนาดเล็กสีขาว ไม่มีกลิ่น ไวต่อแสงแดดเล็กน้อย (เมื่อสัมผัสแสงเป็นเวลานานอาจเปลี่ยนเป็นสีเหลืองอ่อน) ไม่ติดไฟด้วยตัวเอง แต่จะสลายตัวให้ไอระเหยของปรอทและก๊าซซัลเฟอร์ออกไซด์ที่เป็นพิษร้ายแรงเมื่อได้รับความร้อนสูง
  • การละลาย: ละลายได้เล็กน้อยในน้ำเย็น และจะเกิดปฏิกิริยาไฮโดรไลซิสอย่างช้าๆ ในน้ำกลายเป็นเกลือเบสิกสีเหลือง (Mercuric subsulfate) แต่สามารถละลายได้ดีและสมบูรณ์ในสารละลายกรดซัลฟิวริกเจือจางหรือกรดไนตริกเจือจาง
  • การใช้งานในแล็บ: * ใช้เป็นรีเอเจนต์หลักในการวิเคราะห์ค่าความต้องการออกซิเจนทางเคมี (Chemical Oxygen Demand: COD) ในตัวอย่างน้ำเสียและน้ำธรรมชาติ โดยทำหน้าที่เป็นสารขจัดสิ่งรบกวน (Masking agent) เพื่อจับกับคลอไรด์ไอออนให้อยู่ในรูปของสารเชิงซ้อน ป้องกันไม่ให้คลอไรด์ถูกออกซิไดซ์ด้วยโพแทสเซียมไดโครเมต ซึ่งจะทำให้ค่าซีโอดีสูงเกินจริง
    • ใช้เป็นตัวเร่งปฏิกิริยา (Catalyst) ในการย่อยสลายสารอินทรีย์ไนโตรเจนในการวิเคราะห์หาปริมาณโปรตีนรวมด้วยวิธีเคจ์ลดาล์ (Kjeldahl method)
    • ใช้เป็นสารทำปฏิกิริยาเคมีในการเตรียมรีเอเจนต์เฉพาะทาง เช่น เดนิเกสรีเอเจนต์ (Deniges reagent) สำหรับทดสอบหาหมู่อะลิฟาติกคีโตน กรดซิตริก และกรดทาร์ทาริก
    • ใช้เป็นตัวเร่งปฏิกิริยาในการสังเคราะห์เคมีอินทรีย์สำหรับการเติมนิวคลีโอไฟล์ลงในพันธะสามของอัลไคน์
    • ใช้ในงานวิจัยเคมีไฟฟ้าและเคมีวิเคราะห์สารประกอบเชิงซ้อน

ความปลอดภัยและอันตราย (ระดับวิกฤตสูงสุดและมีพิษร้ายแรงถึงชีวิต)

  • ระดับอันตราย: มีพิษเฉียบพลันร้ายแรงถึงชีวิตหากกลืนกิน สัมผัสผิวหนัง หรือสูดดม (Fatal if swallowed, in contact with skin or if inhaled) ก่อให้เกิดอันตรายทำลายอวัยวะอย่างรุนแรงจากการสัมผัสเป็นเวลานานหรือซ้ำๆ โดยเฉพาะระบบประสาท ไต และระบบทางเดินอาหาร และ เป็นพิษร้ายแรงยิ่งยวดต่อสิ่งมีชีวิตในน้ำโดยมีผลกระทบระยะยาว (Very toxic to aquatic life with long lasting effects)
  • ผลกระทบต่อสุขภาพ: สารประกอบปรอทสามารถดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้อย่างรวดเร็วผ่านทางผิวหนัง การสูดดมฝุ่นสาร และการกลืนกิน หากฝุ่นสารเข้าตาจะทำให้แสบร้อน ระคายเคืองอย่างรุนแรง และตาแดง การสัมผัสผิวหนังอาจทำให้เกิดผื่นแพ้ ผิวหนังอักเสบ และสารจะแทรกซึมเข้าสู่กระแสเลือด การสูดดมฝุ่นละอองสารจะกัดกร่อนทางเดินหายใจ ไอ แน่นหน้าอก ปอดบวมน้ำ และเกิดภาวะพิษจากปรอทเฉียบพลัน การกลืนกินจะทำให้เกิดแผลไหม้รุนแรงในทางเดินอาหาร ปวดท้องรุนแรง คลื่นไส้ อาเจียนเป็นเลือด ถ่ายเป็นเลือด และเกิดภาวะไตวายเฉียบพลัน สารปรอทเป็นพิษสะสมอย่างถาวรที่ทำลายระบบประสาทส่วนกลาง ทำให้มือสั่น สูญเสียความทรงจำ อารมณ์แปรปรวน ชัก และเสียชีวิต
  • การปฐมพยาบาล: หากสารเข้าตาหรือสัมผัสผิวหนัง ให้รีบล้างออกด้วยน้ำสะอาดปริมาณมากไหลผ่านทันทีอย่างน้อย 15 ถึง 20 นาที พร้อมถอดเสื้อผ้าที่เปื้อนสารออกทันที หากสูดดมให้ย้ายผู้ป่วยไปที่พื้นที่อากาศบริสุทธิ์ทันที หากกลืนกินเข้าไป ห้ามทำให้อาเจียนเด็ดขาด ให้บ้วนปากด้วยน้ำ ดื่มน้ำสะอาดตาม และรีบนำส่งแพทย์ฉุกเฉินทันทีพร้อมแจ้งแพทย์ว่าได้รับสารประกอบปรอทเพื่อรับสารขับโลหะหนัก (Chelating agent)

การเก็บรักษาและข้อควรระวัง

  • การเก็บรักษา: เป็นสารพิษร้ายแรงระดับสูงและควบคุมพิเศษ (Extremely Toxic Heavy Metal Compound) ต้องเก็บในภาชนะบรรจุขวดแก้วสีชาเดิมของ QReC ปิดฝาให้สนิทแน่นหนาตลอดเวลา วางบนถาดรองสารเคมีทนการกัดกร่อน เก็บในตู้เก็บสารพิษอันตราย (Toxic cabinet) ที่มีกุญแจล็อกอย่างแน่นหนาและมีการควบคุมการเข้าถึงอย่างเคร่งครัด เก็บในห้องที่แห้ง เย็น จัดตั้งในที่มืด และมีการระบายอากาศที่ดี (อุณหภูมิห้องปกติไม่เกิน 25 ถึง 30 องศาเซลเซียส) อยู่ห่างจากแสงแดดจัด แหล่งความร้อน กรดแก่ สารออกซิไดซ์ สารรีดิวซ์ โลหะ และสารอินทรีย์เด็ดขาด
  • ข้อควรปฏิบัติ: ต้องสวมใส่อุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล (PPE) ครบชุดอย่างเข้มงวดที่สุด ได้แก่ ถุงมือยางไนทริลหรือยางสังเคราะห์ชนิดหนาพิเศษ แว่นตานิรภัยแบบครอบมิด หน้ากากป้องกันฝุ่นละอองสารพิษระดับสูง และเสื้อกาวน์ ต้องปฏิบัติงาน ชั่งสาร และเตรียมสารละลายภายในตู้ดูดควัน (Fume hood) ตลอดเวลา เพื่อป้องกันการฟุ้งกระจายของฝุ่นสารพิษ ห้ามทิ้งของเสียที่ปนเปื้อนสารประกอบปรอทหรือน้ำทิ้งจากการวิเคราะห์ซีโอดีลงสู่ท่อน้ำทิ้งเด็ดขาด ต้องรวบรวมใส่ภาชนะขยะโลหะหนักอันตรายเพื่อส่งกำจัดตามระเบียบสารเคมีอันตรายเท่านั้น
Scroll to Top