ตะกั่วแอซีเตต ไตรไฮเดรต หรือ ชูการ์ออฟเลด หรือ พลัมบัสแอซีเตต หรือ เกลือแห่งดาวเสาร์
ข้อมูลทั่วไปและคุณภาพ
- ชื่อผลิตภัณฑ์: เลด (II) แอซีเตต ไตรไฮเดรต 99.5 เปอร์เซ็นต์ (Lead (II) acetate trihydrate 99.5%) หรือ ตะกั่วแอซีเตต ไตรไฮเดรต หรือ ชูการ์ออฟเลด (Sugar of lead) หรือ พลัมบัสแอซีเตต หรือ เกลือแห่งดาวเสาร์ (Salt of Saturn)
- แบรนด์/ยี่ห้อ: QReC (รหัสสินค้า: QR-L2003-1-0500)
- เกรด: เกรดวิเคราะห์ความบริสุทธิ์สูง (AR Grade / Analytical Reagent Grade) ความบริสุทธิ์ของเนื้อสารสูงไม่ต่ำกว่า 99.5 เปอร์เซ็นต์ ผลิตและควบคุมกระบวนการตกผลึกอย่างประณีตภายใต้มาตรฐานสากลของ QReC มีการควบคุมสัดส่วนโมเลกุลน้ำผลึกสามโมเลกุลอย่างแม่นยำ มีการจำกัดปริมาณสารที่ไม่ละลายในน้ำให้อยู่ในเกณฑ์ต่ำมากไม่เกิน 0.005 เปอร์เซ็นต์ ควบคุมสิ่งเจือปนประเภทคลอไรด์ ไนเตรต ซัลเฟต สารประกอบทองแดง เหล็ก แคลเซียม แมกนีเซียม โซเดียม โพแทสเซียม และสารหนูให้อยู่ในระดับต่ำมากระดับส่วนในล้านส่วน (ppm) ผลึกมีความแห้งสม่ำเสมอ ละลายน้ำได้ใสกระจ่างสมบูรณ์ ไร้สี ไร้ตะกอนแขวนลอย (เมื่อละลายในน้ำที่ปราศจากก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์หรือเติมกรดแอซีติกเจือจางเล็กน้อย) บรรจุในขวดพลาสติกทนสารเคมีหนาพิเศษพร้อมฝาปิดผนึกแน่นสนิทสองชั้นเพื่อป้องกันการรั่วไหลและการแพร่กระจายของสารประกอบโลหะหนัก
- คุณลักษณะทางกายภาพ: ผลึกของแข็งใสไม่มีสี หรือผงผลึกสีขาวละเอียด มีกลิ่นน้ำส้มสายชูจางๆ เฉพาะตัว มีรสหวานอมฝาดแบบโลหะอย่างเด่นชัด (เป็นอันตรายอย่างยิ่ง ห้ามชิมโดยเด็ดขาด) มีคุณสมบัติสูญเสียน้ำผลึกได้ช้าๆ ในอากาศแห้ง (Efflorescent) และทำปฏิกิริยากับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในอากาศกลายเป็นเบสิกเลดคาร์บอเนตสีขาวขุ่น มีจุดหลอมเหลวต่ำประมาณ 75 องศาเซลเซียส ไม่ติดไฟ สารละลายในน้ำมีสภาพเป็นกรดอ่อนถึงเป็นกลาง (ค่าความเป็นกรด-ด่างประมาณ 5.5 ถึง 6.5 สำหรับสารละลายความเข้มข้น 5 เปอร์เซ็นต์ที่อุณหภูมิห้อง)
- การละลาย: ละลายในน้ำได้ดีมาก (ประมาณ 45 ถึง 50 กรัม ต่อน้ำ 100 มิลลิลิตร ที่อุณหภูมิ 20 องศาเซลเซียส และละลายได้มากกว่า 100 กรัมในน้ำเดือด) ละลายได้ดีมากในกลีเซอรอล ละลายได้ปานกลางในเอทานอล แต่ไม่ละลายในอีเทอร์
- การใช้งานในแล็บ:
- ใช้เป็นสารเคมีหลักในการเตรียมกระดาษทดสอบเลดแอซีเตต (Lead acetate test paper) สำหรับตรวจจับก๊าซไฮโดรเจนซัลไฟด์ (Hydrogen sulfide: H2S) ในอากาศ บ่อน้ำเสีย หรือผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม โดยกระดาษจะเปลี่ยนสีจากสีขาวเป็นสีน้ำตาลเข้มถึงสีดำของเลดซัลไฟด์อย่างรวดเร็วและคมชัด
- ใช้เป็นสารช่วยเพิ่มความคมชัดและตัดสีตัวอย่างเนื้อเยื่อชีวภาพ (Contrast stain) ร่วมกับยูรานิลแอซีเตต สำหรับการเตรียมตัวอย่างตรวจด้วยกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนแบบส่องผ่าน (Transmission Electron Microscopy: TEM)
- ใช้เป็นสารตกตะกอนกำจัดสิ่งเจือปนประเภทโปรตีน กรดอินทรีย์ เม็ดสี และแทนนิน (Clarifying and defecating agent) ในการเตรียมสารตัวอย่างน้ำตาลและผลิตภัณฑ์อาหารก่อนการวิเคราะห์ด้วยเครื่องโพลาริมิเตอร์หรือเครื่อง HPLC
- ใช้เป็นสารตั้งต้นหลักในการสังเคราะห์เกลือและสารประกอบเชิงซ้อนของตะกั่วชนิดอื่นในงานสังเคราะห์เคมีอนินทรีย์
- ใช้เป็นสารมอร์แดนต์ (Mordant) ในการย้อมสีสิ่งทอและการเตรียมสารเคลือบเงาในงานวิจัยวัสดุ
ความปลอดภัยและอันตราย (ระดับวิกฤตสูงสุดและข้อควรระวังสำคัญ)
- ระดับอันตราย: อาจเกิดอันตรายต่อความสามารถในการเจริญพันธุ์ หรือทารกในครรภ์ (May damage fertility or the unborn child – Toxic to Reproduction Category 1A) สงสัยว่าอาจก่อให้เกิดมะเร็ง (Suspected of causing cancer – Carcinogenicity Category 2) ทำลายอวัยวะ (ระบบประสาทส่วนกลาง สมอง ไต เลือด และหลอดเลือด) จากการสัมผัสเป็นเวลานานหรือซ้ำๆ (Causes damage to organs through prolonged or repeated exposure – STOT RE 1) เป็นอันตรายหากกลืนกินหรือสูดดม (Harmful if swallowed or inhaled – Acute Toxicity Category 4) ก่อให้เกิดการทำลายดวงตาอย่างรุนแรง และ เป็นพิษร้ายแรงยิ่งยวดต่อสิ่งมีชีวิตในน้ำโดยมีผลกระทบระยะยาว (Very toxic to aquatic life with long lasting effects – Aquatic Chronic Category 1)
- ผลกระทบต่อสุขภาพ: ตะกั่วเป็นสารพิษสะสมที่ขับออกจากร่างกายได้ช้ามาก หากผลึกหรือสารละลายเข้าตาจะทำให้แสบตาอย่างรุนแรง ระคายเคือง ตาแดง เยื่อบุตาอักเสบ และเสี่ยงต่อการทำลายกระจกตา การสัมผัสผิวหนังโดยตรงอาจทำให้ผิวแห้ง ระคายเคือง หรือเกิดการอักเสบ (สารสามารถซึมผ่านบาดแผลหรือรอยถลอกเข้าสู่กระแสเลือดได้) การสูดดมฝุ่นละอองสารจะกัดระคายเคืองทางเดินหายใจ และถูกดูดซึมเข้าสู่ปอดและกระแสเลือดทันที อันตรายสะสมระดับวิกฤต: การได้รับสารตะกั่วสะสมในระยะยาวจะทำลายระบบประสาทส่วนกลางและสมอง ทำให้ความจำเสื่อมถอย กล้ามเนื้ออ่อนแรง อาการสั่น การทำงานของระบบประสาทสั่งการผิดปกติ ทำลายการสร้างเม็ดเลือดแดงทำให้เกิดภาวะโลหิตจาง ทำลายเนื้อเยื่อไตจนไตวายเรื้อรัง และส่งผลกระทบรุนแรงต่อระบบสืบพันธุ์ ทำให้เป็นหมัน แท้งบุตร หรือทารกในครรภ์พิการแต่กำเนิด หากกลืนกินสารเข้าไปเฉียบพลัน แม้สารจะมีรสหวาน แต่จะทำให้เกิดพิษเฉียบพลัน แสบร้อนทางเดินอาหาร ปวดท้องรุนแรงแบบบิดเกร็ง (Lead colic) คลื่นไส้ อาเจียน ท้องผูกสลับท้องร่วง ความดันโลหิตสูง ชัก หมดสติ และอาจถึงแก่ชีวิต
- การปฐมพยาบาล: หากสารเข้าตาให้รีบล้างออกด้วยน้ำสะอาดปริมาณมากไหลผ่านทันทีอย่างน้อย 15 ถึง 20 นาที พร้อมถอดคอนแทกต์เลนส์ออกทันทีและรีบพบแพทย์ หากสัมผัสผิวหนังให้รีบล้างออกด้วยน้ำสะอาดและสบู่ทันที หากสูดดมฝุ่นสารให้ย้ายผู้ป่วยไปที่พื้นที่อากาศบริสุทธิ์ทันที หากกลืนกินเข้าไป ห้ามทำให้อาเจียนเด็ดขาด ให้บ้วนปากด้วยน้ำสะอาด ดื่มน้ำผสมโซเดียมซัลเฟตหรือแมกนีเซียมซัลเฟตเจือจางทันที (เพื่อเปลี่ยนไอออนตะกั่วให้กลายเป็นตะกอนเลดซัลเฟตที่ไม่ละลายน้ำในกระเพาะอาหาร) และรีบนำส่งแพทย์ฉุกเฉินทันทีพร้อมแจ้งข้อมูลสารพิษตะกั่ว
การเก็บรักษาและข้อควรระวัง
- การเก็บรักษา: เป็นสารประกอบโลหะหนักที่มีพิษสะสมร้ายแรง สารก่อมะเร็ง และเป็นพิษต่อสิ่งแวดล้อม (Cumulative Heavy Metal Poison, Carcinogen & Aquatic Hazard) ต้องเก็บในภาชนะบรรจุเดิมของ QReC ปิดฝาให้สนิทแน่นหนาตลอดเวลา เก็บในตู้เก็บสารเคมีอันตรายเฉพาะที่มีกุญแจล็อกได้ (Locked safety storage cabinet) ในห้องที่แห้ง สะอาด เย็น และมีระบบระบายอากาศที่ดีเยี่ยม (อุณหภูมิห้องปกติไม่เกิน 25 องศาเซลเซียส) หลีกเลี่ยงความร้อนสูง แสงแดดจัด และความชื้น ต้องแยกเก็บต่างหากเด็ดขาด อยู่ห่างจากสารออกซิไดซ์รุนแรง กรดแก่จัด ด่างแก่เข้มข้น สารประกอบคาร์บอเนต ซัลเฟต ซัลไฟด์ (จะเกิดตะกอนไม่ละลายน้ำ) และอาหาร/เครื่องดื่มเด็ดขาด
- ข้อควรปฏิบัติ: ต้องสวมใส่อุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล (PPE) ครบชุดอย่างเข้มงวด ได้แก่ ถุงมือยางไนทริล แว่นตานิรภัยแบบครอบมิด หน้ากากป้องกันฝุ่นละอองสารเคมีและไอโลหะมาตรฐานสูง (HEPA / P100) และเสื้อกาวน์ “ต้องตัก ชั่ง และใช้งานผงสารภายในตู้ดูดควัน (Fume hood) ตลอดเวลาเด็ดขาด เพื่อป้องกันการฟุ้งกระจายและการสูดดมฝุ่นตะกั่วสะสม ห้ามรับประทานอาหารหรือดื่มน้ำในห้องปฏิบัติการ และสตรีมีครรภ์ต้องห้ามสัมผัสสารนี้โดยเด็ดขาด” ห้ามทิ้งสารละลายหรือกากของเสียที่มีตะกอนตะกั่วลงท่อน้ำทิ้งโดยตรง ต้องรวบรวมทิ้งเป็นขยะสารพิษโลหะหนักตามระเบียบกฎหมาย







