2,4-เพนเทนไดโอน หรือ ไดแอซีทิลมีเทน หรือ แอซีทิลโพรพาโนน หรือ เพนเทน-2,4-ไดโอน
ข้อมูลทั่วไปและคุณภาพ
- ชื่อผลิตภัณฑ์: แอซีทิลอะซิโตน เกรดสังเคราะห์ (Acetyl acetone Synthesis) หรือ 2,4-เพนเทนไดโอน หรือ ไดแอซีทิลมีเทน หรือ แอซีทิลโพรพาโนน หรือ เพนเทน-2,4-ไดโอน
- แบรนด์/ยี่ห้อ: QReC (รหัสสินค้า: QR-A1135-2-1001)
- เกรด: เกรดสังเคราะห์เคมีอินทรีย์ (Synthesis Grade / For Synthesis) มีความบริสุทธิ์ของเนื้อสารสูงไม่ต่ำกว่า 99.0 เปอร์เซ็นต์ ผ่านกระบวนการกลั่นแยกเศษส่วนอย่างแม่นยำภายใต้มาตรฐานสากลของ QReC เพื่อให้ได้สารเคมีที่มีคุณภาพคงที่สำหรับงานเตรียมสารและงานวิจัยขั้นสูง มีการควบคุมปริมาณน้ำและความชื้นให้อยู่ในระดับต่ำไม่เกิน 0.2 เปอร์เซ็นต์ จำกัดปริมาณกรดอิสระ (คำนวณเป็นกรดแอซีติก) ไม่เกิน 0.05 เปอร์เซ็นต์ ควบคุมปริมาณกากตกค้างหลังการระเหยไม่เกิน 0.01 เปอร์เซ็นต์ และควบคุมปริมาณโลหะหนักให้อยู่ในระดับต่ำมาก ของเหลวมีความใส ไร้ฝ้าขุ่น ไม่เปลี่ยนเป็นสีเข้ม บรรจุในขวดแก้วสีชาหนาพิเศษทนสารเคมีขนาด 1 ลิตร พร้อมฝาปิดผนึกแน่นสนิทป้องกันแสงแดด การระเหย และความชื้น
- คุณลักษณะทางกายภาพ: ของเหลวใสไม่มีสี ถึงสีเหลืองอ่อนจางๆ มีกลิ่นหอมหวานผสมกลิ่นเปรี้ยวฉุนคล้ายอะซิโตนและกรดแอซีติก มีจุดเดือดประมาณ 138 ถึง 140 องศาเซลเซียส จุดวาบไฟประมาณ 34 องศาเซลเซียส จัดเป็น ของเหลวและไอระเหยไวไฟ (Flammable liquid and vapour) ในสภาวะของเหลวจะมีสมดุลทอโทเมอริซึมระหว่างรูปคีโตและรูปอีนอล โดยรูปอีนอลจะสร้างพันธะไฮโดรเจนภายในโมเลกุล ทำให้มีความสามารถในการจับกับไอออนโลหะได้รวดเร็ว สารละลายในน้ำมีสภาพเป็นกรดอ่อน (ค่าความเป็นกรด-ด่างประมาณ 6.0 ที่อุณหภูมิห้อง)
- การละลาย: ละลายในน้ำได้ปานกลาง (ประมาณ 16 กรัม ต่อน้ำ 100 มิลลิลิตร ที่อุณหภูมิ 20 องศาเซลเซียส) ผสมเข้าเป็นเนื้อเดียวได้ในทุกสัดส่วนกับตัวทำละลายอินทรีย์ส่วนใหญ่ เช่น เอทานอล เมทานอล ไดเอทิลอีเทอร์ คลอโรฟอร์ม เบนซีน โทลูอีน และแอซีโตน
- การใช้งานในแล็บ:
- ใช้เป็นสารลิแกนด์คีเลตแบบไบเดนเทต (Bidentate chelating ligand) หลักในการสังเคราะห์สารประกอบเชิงซ้อนโลหะแอซีทิลแอซีโทเนต (Metal acetylacetonates เช่น สารประกอบเชิงซ้อนของเหล็ก ทองแดง โคบอลต์ นิกเกิล อะลูมิเนียม สังกะสี เซอร์โคเนียม และไททาเนียม) ซึ่งใช้เป็นสารตั้งต้นหลักในการสังเคราะห์อนุภาคนาโนและฟิล์มบาง
- ใช้เป็นสารตั้งต้นสำคัญในงานวิจัยวัสดุศาสตร์ผ่านกระบวนการโซล-เจล (Sol-gel process) และการเคลือบผิวด้วยไอระเหยทางเคมี (Chemical Vapor Deposition: CVD / ALD) เพื่อเตรียมฟิล์มโลหะออกไซด์
- ใช้เป็นสารตั้งต้นและตัวกลางในการสังเคราะห์สารอินทรีย์กลุ่มวงแหวนเฮเทอโรไซเคิล (Heterocyclic compounds) เช่น การสังเคราะห์อนุพันธ์ของไพราโซล ไอซอกซาโซล ไพริมิดีน และไพริดีน ในงานวิจัยทางยาและเคมีการแพทย์
- ใช้เป็นตัวเร่งปฏิกิริยาและสารเติมแต่งในการทำปฏิกิริยาพอลิเมอไรเซชัน การบ่มเรซินอิพ็อกซี และสารช่วยทำให้แห้งในอุตสาหกรรมสีและสารเคลือบ
- ใช้ในการสกัดแยกไอออนโลหะด้วยตัวทำละลาย (Solvent extraction of metals) ในงานเคมีวิเคราะห์เชิงปริมาณ
ความปลอดภัยและอันตราย (ข้อควรระวังสำคัญ)
- ระดับอันตราย: ของเหลวและไอระเหยไวไฟ (Flammable liquid and vapour – Flammable Liquids Category 3) เป็นอันตรายหากกลืนกิน (Harmful if swallowed – Acute Toxicity Oral Category 4) เป็นพิษต่อระบบสืบพันธุ์หรืออาจเกิดอันตรายต่อทารกในครรภ์ (Suspected of damaging fertility or the unborn child – Reproductive Toxicity Category 2) และเป็นอันตรายเมื่อสัมผัสผิวหนังหรือสูดดม (Harmful in contact with skin or if inhaled)
- ผลกระทบต่อสุขภาพ: หากของเหลวกระเด็นเข้าตาจะทำให้แสบตา เคืองตา ตาแดง น้ำตาไหล การสัมผัสผิวหนังโดยตรงจะทำให้เกิดการระคายเคือง ผื่นแดง ผิวแห้งลอก และสามารถถูกดูดซึมผ่านผิวหนังเข้าสู่ร่างกายได้ การสูดดมไอระเหยจะระคายเคืองเยื่อบุทางเดินหายใจ แสบจมูก แสบคอ ไอ เวียนศีรษะ ปวดศีรษะ คลื่นไส้ และง่วงซึม อันตรายสำคัญระดับวิกฤต: จัดเป็นสารที่มีข้อสงสัยว่ามีพิษต่อระบบสืบพันธุ์และการเจริญเติบโตของทารกในครรภ์ (Reproductive toxicant) การสัมผัสหรือสูดดมสะสมเป็นเวลานานอาจส่งผลเสียต่อระบบต่อมไร้ท่อและระบบสืบพันธุ์ หากกลืนกินสารเข้าไปจะทำให้ระคายเคืองทางเดินอาหาร แสบร้อนในช่องปาก คอ กระเพาะอาหาร ปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน และกดระบบประสาทส่วนกลาง
- การปฐมพยาบาล: หากสารเข้าตาให้รีบล้างออกด้วยน้ำสะอาดปริมาณมากไหลผ่านทันทีอย่างน้อย 15 นาที พร้อมถอดคอนแทกต์เลนส์ออกทันที หากสัมผัสผิวหนังให้รีบล้างออกด้วยน้ำสะอาดและสบู่ทันทีอย่างน้อย 15 นาที พร้อมถอดเสื้อผ้าที่เปื้อนสารออก หากสูดดมไอสารให้ย้ายผู้ป่วยไปที่พื้นที่อากาศบริสุทธิ์ทันที หากกลืนกินเข้าไป ห้ามทำให้อาเจียนเด็ดขาด ให้บ้วนปากด้วยน้ำสะอาด ดื่มน้ำตามปริมาณพอสมควร และรีบนำส่งแพทย์ทันที
การเก็บรักษาและข้อควรระวัง
- การเก็บรักษา: เป็นของเหลวไวไฟ ไวต่อแสง และมีพิษต่อระบบสืบพันธุ์ (Flammable Liquid & Reproductive Hazard) ต้องเก็บในขวดแก้วสีชาเดิมของ QReC ปิดฝาให้สนิทแน่นหนาตลอดเวลา เก็บในตู้เก็บสารเคมีไวไฟเฉพาะ (Flammable storage cabinet) ในห้องที่แห้ง สะอาด เย็น และมีระบบระบายอากาศที่ดีเยี่ยม (อุณหภูมิห้องปกติไม่เกิน 25 องศาเซลเซียส) หลีกเลี่ยงความร้อน เปลวไฟ ประกายไฟ แสงแดดส่องถึงโดยตรง และไฟฟ้าสถิต อยู่ห่างจากสารออกซิไดซ์รุนแรง (เช่น กรดไนทริก เกลือเปอร์คลอเรต ไฮโดรเจนเพอร์ออกไซด์) กรดแก่ ด่างแก่เข้มข้น และสารรีดิวซ์รุนแรงเด็ดขาด
- ข้อควรปฏิบัติ: ต้องสวมใส่อุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล (PPE) ครบชุด ได้แก่ ถุงมือยางชนิดหนาทนตัวทำละลาย (เช่น ยางบิวทิล หรือยางไนทริลแบบหนา) แว่นตานิรภัยแบบครอบมิด หน้ากากป้องกันไอระเหยสารอินทรีย์ และเสื้อกาวน์ “ต้องเปิดขวด รินตวง และใช้งานสารนี้ภายในตู้ดูดควัน (Fume hood) ที่มีระบบป้องกันประกายไฟตลอดเวลาเด็ดขาด เพื่อป้องกันการสูดดมไอระเหยที่มีผลต่อระบบสืบพันธุ์ และสตรีมีครรภ์ควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสสารนี้โดยตรง” ห้ามเทสารละลายทิ้งลงท่อน้ำทิ้งโดยตรง ต้องรวบรวมทิ้งเป็นของเสียอันตรายกลุ่มตัวทำละลายอินทรีย์ไวไฟ









