โทลูอีน 99.5 เปอร์เซ็นต์ หรือ เมทิลเบนซีน หรือ ฟีนิลมีเทน
ข้อมูลทั่วไปและคุณภาพ
- ชื่อผลิตภัณฑ์: โทลูอีน 99.5 เปอร์เซ็นต์ (Toluene 99.5%) หรือ เมทิลเบนซีน (Methylbenzene) หรือ ฟีนิลมีเทน (Phenylmethane)
- แบรนด์/ยี่ห้อ: QReC (รหัสสินค้า: QR-T5031-1-2501)
- เกรด: เกรดวิเคราะห์ (AR Grade / Analytical Reagent Grade) ความบริสุทธิ์ของเนื้อสารสูงถึง 99.5 เปอร์เซ็นต์ขึ้นไป ควบคุมกระบวนการกลั่นบริสุทธิ์อย่างเข้มงวดภายใต้มาตรฐานสากลของ QReC มีการจำกัดปริมาณสารตกค้างหลังการระเหย สารประกอบกำมะถัน คราบความชื้นหรือน้ำ เบนซีนอิสระ และโลหะหนักให้อยู่ในระดับต่ำมากระดับส่วนในล้านส่วน (ppm) เพื่อให้ได้ตัวทำละลายที่มีความบริสุทธิ์สูง ปราศจากสิ่งรบกวนสัญญาณ baseline ในงานวิเคราะห์ทางสเปกโทรสโกปีและโครมาโทกราฟี บรรจุในขวดแก้วสีชาหนาเพื่อความปลอดภัยสูงสุดและป้องกันแสง
- คุณลักษณะทางกายภาพ: ของเหลวใสไม่มีสี ไม่มีความหนืด มีกลิ่นหอมหวานเฉพาะตัวของสารกลุ่มอะโรมาติกไฮโดรคาร์บอน (คล้ายกลิ่นทินเนอร์ผสมสี) ระเหยกลายเป็นไอได้รวดเร็วที่อุณหภูมิห้อง เป็นของเหลวและไอระเหยไวไฟสูง สามารถติดไฟได้ง่ายและไอระเหยหนักกว่าอากาศ
- การละลาย: ไม่ละลายน้ำและไม่ผสมเข้ากับน้ำ (ลอยตัวแยกชั้นอยู่เหนือน้ำเนื่องจากมีความหนาแน่นน้อยกว่าน้ำ) แต่สามารถผสมเข้าเป็นเนื้อเดียวกับตัวทำละลายอินทรีย์ทั่วไปได้ดีเยี่ยม เช่น เอทานอล อะซิโตน อีเทอร์ คลอโรฟอร์ม และเบนซีน รวมถึงละลายน้ำมัน ไขมัน แว็กซ์ และเรซินได้ดีมาก
- การใช้งานในแล็บ: * ใช้เป็นตัวทำละลายไม่มีขั้วในการสกัดและแยกสารสำคัญ สารพฤกษเคมี น้ำมันหอมระเหย และสารประกอบอินทรีย์ไม่มีขั้วในห้องปฏิบัติการวิเคราะห์
- ใช้เป็นตัวทำละลายและสารตัวกลางที่สำคัญยิ่งในปฏิกิริยาสังเคราะห์ทางเคมีอินทรีย์ โดยเฉพาะปฏิกิริยาที่ต้องใช้อุณหภูมิสูงกว่าการใช้เบนซีนเนื่องจากมีจุดเดือดสูงกว่า (ประมาณ 110 องศาเซลเซียส)
- ใช้เป็นสารทำความใสชิ้นเนื้อ (Clearing agent) และสารล้างขี้ผึ้งพาราฟินในงานพยาธิวิทยาและมิญชวิทยา (Histopathology)
- ใช้เป็นส่วนประกอบของตัวทำละลายเคลื่อนที่ (Mobile phase) ในระบบโครมาโทกราฟี เช่น คอลัมน์โครมาโทกราฟี และทินเลเยอร์โครมาโทกราฟี (TLC)
- ใช้เป็นสารละลายในการวิเคราะห์และทดสอบพอลิเมอร์ สี ยาง สารเคลือบผิว และกาว
ความปลอดภัยและอันตราย (ระดับวิกฤตและข้อควรระวังสำคัญ)
- ระดับอันตราย: เป็นของเหลวและไอระเหยไวไฟสูง (Highly flammable liquid and vapor) และ อาจเป็นอันตรายถึงชีวิตหากกลืนกินแล้วสำลักเข้าสู่ทางเดินหายใจ (May be fatal if swallowed and enters airways) สงสัยว่าอาจก่อให้เกิดอันตรายต่อทารกในครรภ์ (Suspected of damaging the unborn child) ก่อให้เกิดอันตรายทำลายอวัยวะ (ระบบประสาทส่วนกลาง) จากการสัมผัสเป็นเวลานานหรือซ้ำๆ ก่อให้เกิดการระคายเคืองต่อผิวหนัง และอาจทำให้เกิดอาการง่วงซึมหรือเวียนศีรษะ
- ผลกระทบต่อสุขภาพ: หากของเหลวกระเด็นเข้าตาจะทำให้แสบร้อน ระคายเคือง ตาแดง และน้ำตาไหล การสัมผัสผิวหนังโดยตรงเป็นเวลานานจะละลายชะล้างไขมันตามธรรมชาติ ทำให้ผิวหนังแห้ง แดง แตกกร้าน และอาจเกิดอาการผิวหนังอักเสบ การสูดดมไอระเหยเข้มข้นจะกดระบบประสาทส่วนกลางอย่างรุนแรง ทำให้ปวดศีรษะ เวียนศีรษะ คลื่นไส้ มึนงง สับสน การทรงตัวเสียไป สูญเสียความทรงจำระยะสั้น และหากสูดดมปริมาณมากอาจทำให้หมดสติ การสูดดมสะสมต่อเนื่องในระยะยาวเป็นพิษต่อระบบประสาทและการได้ยิน การกลืนกินและสำลักสารเข้าสู่ทางเดินหายใจจะทำให้เกิดภาวะปอดอักเสบจากสารเคมีอย่างรุนแรงจนถึงแก่ชีวิต
- การปฐมพยาบาล: หากสารเข้าตาหรือสัมผัสผิวหนัง ให้รีบล้างออกด้วยน้ำสะอาดปริมาณมากไหลผ่านทันทีอย่างน้อย 15 นาที พร้อมถอดเสื้อผ้าที่เปื้อนสารออกทันที หากสูดดมไอระเหยเข้าไปจนมึนงง ให้ย้ายผู้ป่วยไปที่พื้นที่อากาศบริสุทธิ์ทันที หากกลืนกินเข้าไป ห้ามทำให้อาเจียนเด็ดขาดเพราะเสี่ยงต่อการสำลักสารเข้าปอด ให้รีบนำส่งแพทย์ฉุกเฉินโดยด่วนที่สุด
การเก็บรักษาและข้อควรระวัง
- การเก็บรักษา: เป็นสารไวไฟสูงและเป็นสารอันตรายต่อระบบประสาท (Flammable & Neurotoxic Solvent) ไอระเหยสามารถเดินทางไปตามพื้นราบและติดไฟจากแหล่งกำเนิดประกายไฟที่อยู่ห่างออกไปได้ ต้องเก็บในภาชนะบรรจุขวดแก้วดั้งเดิมของ QReC ปิดฝาให้สนิทแน่นหนาตลอดเวลา เก็บในตู้เก็บสารไวไฟ (Flammable cabinet) ในห้องที่แห้ง เย็น และมีการระบายอากาศที่ดีเยี่ยม (อุณหภูมิห้องปกติไม่เกิน 30 องศาเซลเซียส) อยู่ห่างจากแหล่งความร้อน ประกายไฟ เปลวไฟ แสงแดดจัด ไฟฟ้าสถิต และสารออกซิไดซ์รุนแรงเด็ดขาด
- ข้อควรปฏิบัติ: ต้องสวมใส่อุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล (PPE) ครบชุดอย่างเคร่งครัด ได้แก่ ถุงมือที่ทนต่อตัวทำละลายอะโรมาติก (เช่น ถุงมือยางไนทริลชนิดหนาหรือยางฟลูออโรคาร์บอน) แว่นตานิรภัย และเสื้อกาวน์ ต้องปฏิบัติงานและเทแบ่งสารภายในตู้ดูดควัน (Fume hood) ตลอดเวลา เพื่อป้องกันการสูดดมไอระเหยสะสมเข้าสู่ร่างกาย และหลีกเลี่ยงการทำให้เกิดไฟฟ้าสถิตขณะถ่ายเทสาร









